line@ask

ธุรกิจปรับตัวเข้าสู่ Omni-Channel อย่างไร?

ธุรกิจปรับตัวเข้าสู่ Omni-Channel อย่างไร?

.
ปัจจัยสำคัญที่ธุรกิจควรจะปรับตัวมีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ คือ
.
1. การเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน การก้าวเข้าสู่ Omni-Channel สิ่งที่สำคัญและเป็นพื้นฐาน คือการนำข้อมูลแต่ละช่องทางมาผสานเข้าด้วยกัน ให้เกิดการเชื่อมโยงและต่อเนื่อง โดยใช้ “ลูกค้า” เป็นแกนหลัก เช่นผสานข้อมูลการติดต่อจากเว็บไซต์ เชื่อมกับ คอลล์เซนต์เตอร์, โซเชี่ยลมีเดีย, จุดขายหน้าร้านค้า (POS), มือถือหรือแอพ และช่องทางอื่นๆ เข้าด้วยกัน อาจจะเชื่อมโยงแบบเต็มที่ หรือแบบหลวมๆ ก่อนก็ได้ในช่วงแรกๆ โดยการให้ทุกๆ ช่องทางสามารถเข้าถึงข้อมูลของช่องทางอื่นๆ ได้
.
2. กลยุทธ์ในการสื่อสาร ในการสื่อสารกับผู้บริโภค เราควรสร้างประสบการณ์ที่ต่อเนื่องในทุกๆ จุดสัมผัสของลูกค้ากับแบรนด์ (Brand Touch Point) ในมิติที่ส่งเสริมกันในทุกๆ ช่องทาง เช่น พฤติกรรมของคนใช้มือถือในการค้นหาข้อมูล ควรมีปุ่ม Call to Action เพื่อสามารถดำเนินการต่อได้เลย เช่น กดปุ่มแล้วสามารถโทรหาเบอร์ร้านค้าได้เลย, มีข้อมูลแผนที่ของ Google Map ในเว็บเพื่อทำให้ลูกค้าสามารถนำทางไปร้านค้าได้ง่ายมากขึ้น หรือมีปุ่มสั่งซื้อสินค้า หรือไปรับสินค้าที่หน้าค้าได้ในหน้าเว็บไซต์หรือ Mobile Application จะเห็นได้ว่าหลายๆ ช่องทางเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน
.
3. การจัดการเรื่องการส่งสินค้า เมื่อโลกออนไลน์ผสานเข้ากับช่องทางหน้าค้าออฟไลน์ผสานกับแบบไร้รอยต่อ สิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการทั้งการจัดการสต๊อกสินค้าและการขนส่ง โดยมีการปรับให้ร้านค้าต่างๆ ของคุณกลายเป็นที่เก็บสินค้าได้ด้วยเช่นกัน นอกเหนือจากการส่งตรงจากแวร์เฮาส์ ซึ่งการรับ-ส่งสินค้าในรูปแบบ Omni-channel มีหลากหลายและผสมผสานได้หลายๆ ช่องทาง ได้แก่
.
1.) ส่งของทางออนไลน์ แต่สินค้าถูกส่งจากหน้าร้านค้าใกล้ๆ ผู้ซื้อไม่ใช่แวร์เฮ้าส์ (Ship from Store)
2.) สั่งสินค้าจากตู้คิออสภายในร้านหรือมือถือ แล้วสั่งของส่งไปที่บ้านได้ (Associate Ordering in-Store – AOS)
3.) ซื้อออนไลน์ ไปรับของที่ร้านค้าที่กำหนดไว้ (Ship to Store)
4.) ซื้อออนไลน์ ไปรับของที่ร้านค้าที่คุณสะดวก (Buy online, Pick-up in-Store)
.
หลายคนอาจจะงงนะครับ ว่าวิธีการส่งของไปให้ผู้ซื้อออนไลน์จากทางโกดังของร้านค้า (Ship-from-Store) จะสร้างรายได้ส่วนเพิ่มได้อย่างไร?  ด้วยวิธีการส่งของจากร้านค้าใกล้ๆ บ้านลูกค้า (Ship-from-Store) เราจะเปลี่ยนหน้าร้านใกล้ๆ ลูกค้าให้กลายเป็น “ศูนย์กระจายสินค้าที่มองเห็นได้” (ดีกว่าการจ่ายเงินเพื่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า), ลดจำนวนสินค้าคงคลังในภาพรวม ซึ่งทำให้เพิ่มอัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงคลัง ยังไม่รวมถึงการนำคลังสินค้าไปใกล้ผู้บริโภค (โดยพื้นที่) ทำให้ลดค่าขนส่งสินค้าอีกด้วย เรียกได้ว่าอาจจะไม่ใช่วิธีการที่เพิ่มยอดขายให้กับร้านได้โดยตรง แต่ ก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และลดต้นทุนได้อีกด้วย
.

 
รูปภาพข้างต้น ผมนำมาเพิ่อเปรียบเทียบในแต่ละวิธีการเพิ่อไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ  โดยพิจารณาจากการเพิ่มยอดขายส่วนเพิ่ม และ ความง่ายในการนำไปใช้งาน
 
.
4. การชำระเงินทางช่องทางต่างๆ  บริการชำระเงินทางออนไลน์รูปแบบต่างๆ เป็นที่นิยมในการทำ E-Commerce โดยปัจจุบันมีการชำระเงินได้หลากรูปแบบ ได้แก่ การชำรผ่านบัตรเครดิต, บัตรเอทีเอ็มหรือ เดบิต, การผ่อนชำระ, การไปจ่ายตามเคาเตอร์ต่างๆ ที่ 7-11, เทสโก้โลตัส หรือบิ๊กซี, การชำระเงินปลายทาง หรือที่ร้านค้าที่รับสินค้าก็สามารถทำได้ และยังมีบริการชำระเงินออนไลน์ ที่พ่อค้าแม่ค้า หรือธุรกิจทั่วไปสามารถรับชำระเงินผ่านทั้งหมดที่กล่าวมา โดยสามารถไปใช้บริการฟรีได้ที่ www.Pay.sn  และคุณก็สามารถรับชำระเงินของลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ต่างๆ ได้ง่ายๆ ทันที
 
.
ด้วยพฤติกรรมการซื้อสินค้าที่เปลี่ยนไป ลูกค้าของคุณนั้นมาจากหลากหลายช่องทางและหลายเครื่องมือในการเข้าถึง คุณต้องเตรียมพร้อมและผสานทุกช่องทางการค้าของคุณให้เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าของคุณ และสร้างประสบการณ์แต่ละช่องทางแบบไร้รอยต่อ ด้วยมุมมองที่มีต่อลูกค้าแบบ 360  องศา อ่านจบมาถึงตรงนี้แล้ว ลองหยุดคิดดูสิครับ ว่าคุณจะเริ่มต้นเชื่อมโยงแต่ละช่องทางการขายของคุณได้ยังไง คิดแล้วก็ได้เวลาลุยเลยครับ !!!

ขอขอบคุณที่มาจาก : www.pawoot.com

« กลับ